Kasama Vidhayasai

i'm strong on the surface, not all the way through…

สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา… February 9, 2012

Filed under: Diary — kasamav @ 3:28 pm

พฤษภกาสร          อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง    สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย      มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี     ประดับไว้ในโลกา…

 

หลังจากที่ตาธี (สุธี ประศาสน์วินิจฉัย) เสียชีวิตไปกว่าสองปีแล้ว

เราก็เพิ่งได้ฤกษ์หยิบหนังสือ “จาริกบุญ จาริกธรรม”

ธรรมบรรณาการอนุสรณ์ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ของท่านมาเปิดดู

โดยก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาทางธรรม มีประวัติย่อในการทำงานของท่านแสดงไว้ด้วย

 

คุณตาแท้ๆ ของเรา (สุปรีดา ประศาสน์วินิจฉัย) ซึ่งเป็นน้องชายคนเล็กในบรรดาพี่น้อง ๑๐ คน ท่านเสียไปก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว

เราเลยไม่ค่อยได้พบปะสังสรรค์กับญาติทางฝั่งแม่มากนัก

แต่ในงานสวดอภิธรรมศพของตาธีที่บ้านซอยราชครู เราเห็นพวงหรีดมากมายทั้งจากเจ้านายแทบทุกพระองค์

รวมถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน เราถึงเข้าใจความหมายที่แท้จริงของกาพย์ด้านบน

 

เพื่อนเราหลายคนรวมทั้งตัวเราด้วย มักมีคำถามว่าเราจะทำดีไปทำไม เกียรติยศมันกินไม่ได้

ยุคนี้ไม่มีแล้วคนที่ทุ่มเทสร้างสมคุณงามความดีเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของตระกูล

คำพูดที่เราได้ยินบ่อยๆ คือ “แค่เอาตัวเราให้รอดก็พอแล้ว”

เราเข้าใจและเห็นว่ามันก็จริงอยู่

แต่เมื่อเราไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพของตาธีแล้ว

เราจึงเริ่มเข้าใจการปลูกฝังทางความคิดที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา

 

ราชทินนามอาจไม่สำคัญนักในยุคที่คนวัดคุณค่ากันที่เงินและวัตถุ

แต่สำหรับคนในตระกูลนั้นมันคือความภาคภูมิใจชั่วลูกชั่วหลาน

เราอาจไม่ได้มีส่วนร่วมใช้นามสกุลของแม่

แต่เราก็ยินดีที่บรรพบุรุษของเราทั้งทางพ่อและทางแม่ ต่างสร้างแต่คุณความดีไว้ให้ลูกหลานได้ภูมิใจ

หน้าที่ของเราคือรักษามันไว้ให้ดีและพยายามเสริมสร้างคุณความดีนี้ไว้ต่อไป

 

มันคือคำตอบของการทำดีที่เราไม่เข้าใจมาตลอด

คนอื่นอาจจะรู้หรือไม่รู้ว่าเราทำอะไรบ้าง

แต่ผลจากการกระทำของเราจะถูกจารึกไว้เมื่อเราจากไป

คนจะจดจำเราแบบไหนขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง…

Advertisements
 

งง May 3, 2009

Filed under: Diary — kasamav @ 1:07 am
เพิ่งผ่านช่วงเวลาแห่งการทำงานหนักที่สุดตั้งแต่ไปทำงานที่นี่
กลับดึกตื่นเช้า แทบไม่มีเวลากินข้าว
 
ไม่ได้เช็คเมลหรือเล่นเน็ตเลย
กลับบ้านหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย
 
ระหว่างนั้นต้องไปสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนต่อ
เลยโชว์โง่ไปแบบงูๆ ปลาๆ เพราะไม่มีเวลาเตรียมตัว
 
แต่ฟ้ายังปรานีในที่สุดก็ได้รับข่าวดี
วันนี้ไปปฐมนิเทศน์มา มองเห็นงานหนักรออยู่มากมาย
 
ทั้งกิจกรรมและการบ้านที่ดูจะหนักหน่วง
ได้แต่ภาวนาขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีเถอะนะ
 
ก็ไม่ได้ท้อตั้งแต่เริ่มต้น
แต่ตอนนี้เริ่มงงๆ (อีกแล้ว) ว่าเราต้องการอะไรกันแน่
 
ชีวิตที่ผ่านมาพยายามทำในสิ่งที่ให้ความรู้สึกดีๆ
ตั้งแต่หาความก้าวหน้าในการทำงาน
เก็บเงินซื้อคอนโด ซื้อรถ ไปเที่ยว
จนสอบเข้าเรียนต่อได้
 
แต่ทำไมตอนนี้กลับไม่รู้สึกดีๆ
รู้สึกไม่อิ่ม ทั้งๆ ที่ควรจะอิ่ม
คิดว่าน่าจะพอใจได้แล้ว แต่ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี
 
งง…
 
ทำไมล่ะวะเนี่ย???
 
ก็พยายามทำทุกอย่างแล้วทำไมยังเหงา เศร้าอยู่
หรือว่าเราเป็นพวกซึมเศร้า
 
กลับมานอนไม่หลับอีกแล้ว
ไม่เข้าใจตัวเองเลย…
 
ไปโบสถ์ก็รู้สึกว่าจิตใจสงบนิ่งดี
แต่ไม่ใช่ความสุข ความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์
 
หรือที่จริงความสุขมาอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่เราไม่รู้จักมันนะ
แล้วความสุขหน้าตาเป็นยังไงล่ะ?
อยากรู้จักจัง…
 
งงๆ
 
 
 

สมองเสื่อม ลมปรานอ่อนแรง March 30, 2009

Filed under: Diary — kasamav @ 4:35 pm
 
ช่วงนี้รู้สึกว่าการทำงานเชื่องช้าลง ไม่เป็น multi-tasking เหมือนเมื่อก่อน
คงเพราะเปลี่ยนที่ทำงาน และวัยที่ร่วงโรย ไม่ใช่เด็กรุ่นใหม่ไฟแรงอีกต่อไป
ความกระตือรือร้นที่จะออกกำลังกายก็แทบจะเป็นศูนย์
ต้องพยายามบังคับตัวเอง แต่ก็ทำได้ยากเพราะเริ่มติด serie และเกมโชว์ขำกลิ้ง
 
อยากทำอะไรง่ายๆ และพักผ่อนเยอะๆ
มีความสุขกับชีวิตมากกว่าทะเยอทะยานหาความก้าวหน้า
ความคิดเรื่องเรียนต่อยังอยู่ ก็ได้แต่หวังว่ามันจะช่วยจุดประกายความคิดและพัฒนาสมองที่ฝ่อลงทุกวัน
 
เจอหน้าเพื่อนก็คุยกันแต่เรื่องลางานไปเที่ยว และนัดไปเมากันวันไหนดี
งานไม่ด่วนไม่ทำ ดองไว้จนกว่าจะได้ตื่นตัวเพราะไฟลนก้น
เจ้านายมองหน้าก็ไม่สะทกสะท้าน ถ้าไม่อยู่ใน Job Description ก็อย่าหวังว่าจะเสนอหน้าไปทำ
 
คิดแล้วก็ให้เบื่อหน่ายตัวเอง แต่ก็ยังมีความสุขกับชีวิตต่อไปแบบไม่รู้สึกผิด
ทำไงถึงจะกลับเป็นคนเดิมได้เนี่ยยยย…
 

 
 

to the world you might be one person, but to one person you might be the world… February 9, 2009

Filed under: Diary — kasamav @ 11:07 pm
 
"อิจฉาพวกดวงดาวจัง"
ยองบุนแหงนมองดาวตามซองฮวา
ดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า
เหมือนลูกแก้วต้องประกายแดดส่องแสงแวววาว
 
"พวกหมู่ดาวนี่ดีจังเลยเนอะ
ได้อยู่ด้วยกันสว่างไสวเต็มท้องฟ้า
แข่งกันส่องแสงระยิบระยับอย่างมีความสุข
โดยไม่ต้องแยกจากกันเลย"
 
"ก็ไม่แน่หรอก
ดูอย่างในหนังสือเทพนิยายสิ
บางครั้งเทพเจ้าก็ลงโทษดวงดาวที่ไม่ดีให้ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์
ต้องถูกแยกจากเพื่อนดวงดาวด้วยกัน…"
 
"เราก็คงคล้ายๆ กับดวงดาวพวกนั้นมั้ง
ที่โดนลงโทษให้แยกจากกัน…
จริงไหม..?"
 
  
 
ไปอ่านที่ "ร้านเล่า" มา ชอบจัง
 
…  ……….
………
 
ถ้าวันนี้เราต้องแยกจากกัน…
ก็ขอให้รู้ไว้นะว่ายังคิดถึงตลอดเวลา…
 
 

 
 

“อยากเป็นหมา” January 19, 2009

Filed under: Diary — kasamav @ 9:56 pm
 
ช่วงนี้เห็นใครๆ ก็ฮิตเลี้ยงน้องหมากันจัง
น้องหมาพวกนี้ล้วนได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี
มีเสื้อผ้าสวยๆ มีของเล่น มีอาหาร มีที่นอน
 
อยากเป็นหมาพันธุ์ดีมีเจ้าของเลิศๆ
อยากเห่า อยากวิ่งเล่น อยากกินอะไรก็ได้ดั่งใจทุกอย่าง
 

เป็นหมาไม่ต้องฝืนใจทำงานที่ไม่อยากทำ

ไม่ต้องอกหักเพราะหมารุ่นใหม่เค้านิยมทำหมัน
 
ไม่ต้องดิ้นรนทำงานเก็บตังค์เพื่ออนาคตและการอยู่รอด
อายุขัยก็สั้นไม่ต้องทนกับโลกที่โหดร้ายนานหลายสิบปี
 
อยากเป็นหมาจะได้ไปวิ่งเล่นไล่ผีเสื้อในทุ่งกว้างๆ
อยากกระโดดงับอากาศ อยากให้ใครๆ กอด
อยากชวนเพื่อนแก๊งหมาประจำซอยออกมาเล่นด้วยกัน
 
อยากวิ่งไปเรื่อยๆ ให้ลมพัดจนหูปลิวตาตี่
ลิ้นยาวๆ แลบออกมาหอบหายใจแฮ่กๆ
 
 
เหนื่อยจัง…
 
…แต่สนุกที่สุดเลย…
 
 
 
 

ส่งท้ายปี December 29, 2008

Filed under: Diary — kasamav @ 10:42 pm
 
ปีนี้คงจะเป็นช่วงเวลาปลายปีที่เหนื่อยที่สุดในความทรงจำ
มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย
 
ทั้งเรื่องงาน
เรื่องครอบครัว
เรื่องเพื่อน
เรื่องคน…
 
เพราะอยากทำให้ได้ทุกอย่าง
อยากให้ทุกคนพอใจ
 
งานก็อยากให้ออกมาดี 
ครอบครัวก็อยากให้ปรองดอง
เพื่อนก็อยากให้หัวเราะด้วยกันดังๆ
 
ทำยังไงดี
อยากให้ทุกคนมีความสุข
แต่ทำไม่ได้
 
บางทีมันก็ไม่ใช่ตัวเรา
บางครั้งก็ไม่อยากฝืนใจ
ทำยังไงถึงจะดีที่สุดนะ
 
พยายามมากไปจนสะดุดขาตัวเองบ้าง
สะดุดขาคนอื่นบ้าง
อาจมีคนไม่พอใจ
 
ความรู้สึกที่เก็บไว้มันเริ่มจะล้นออกมา
กลั้นไว้ไม่อยู่
 
เวลาที่เหลืออยู่ก่อนเริ่มเค้าท์ดาวน์

ขอพักก่อนนะ
 
ปีนี้เหนื่อยจังเลย…
 
 
 
 

ภาวะไร้ตัวตน… December 9, 2008

Filed under: Diary — kasamav @ 1:31 pm
 
เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาไปเที่ยวเกาะสีชังกับครอบครัว
ปกติถ้าไม่ไปเที่ยวกับที่บ้านก็ไปกับเพื่อน
ซึ่งพ่อกับแม่จะชอบพาไปแคมปิ้งตามอุทยานแห่งชาติ
 
แต่ไปคราวนี้ไม่เหมือนทุกที กลายเป็นเราเป็นคนจัดการทุกอย่าง
ทั้งหาข้อมูล จองโรงแรม และวางโปรแกรมการเดินทาง
 
แต่ละวันที่ผ่านไปเริ่มรู้สึกเหมือนเป็นบุคคลที่ 3 เข้าไปทุกที
พ่อกับแม่เค้าก็สวีทกันแบบคงเส้นคงวา ปกติเราก็คุยเล่นกับพี่ชายไป แต่เที่ยวคราวนี้พี่ชายไปกับพี่สะใภ้
ก็ได้แต่ถ่ายรูปให้ทั้งสองคู่บ้าง หรือไม่ก็ทำตัวลีบๆ พยายามไม่เป็นก้างขวางใคร
 
เวลาถ่ายรูปหรือเวลาว่าง ก็ไม่ค่อยมีใครชวน เราก็ถ่ายรูปตัวเองหรือไปเดินเล่นคนเดียว
เช่ามอเตอร์ไชค์เค้าก็ช้อนกันเป็นคู่ แวะถ่ายรูปกันเป็นคู่ ส่วนเราก็คอยมองหาเอาเองว่าถูกทิ้งไปช่วงไหน
 
รู้อยู่เหมือนกันว่าไม่ควรคิดมากเพราะนี่ก็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น

แม่ก็คงรู้ว่าเราเหงา พยายามเรียกไปถ่ายรูปด้วยกันบ้าง

แต่บางทีก็เหมือนเราไม่มีตัวตนอยู่บนโลก เป็นบุคคลที่โลกลืม และการหายสาบสูญไปของเราก็คงไม่มีใครสังเกตเห็น
 
เข้าใจความจริงที่ว่าทุกคู่รักล้วนมีโลกส่วนตัวที่บุคคลที่ 3 เข้าไม่ถึง
พ่อกับแม่ก็ขับรถจู๋จี๋กันไป เราก็นั่งรถอีกคันไปกับพี่ชายและพี่สะใภ้
บางทีก็แกล้งทำเป็นหลับหรือไม่ก็มองไปนอกหน้าต่างเวลาเค้าจับมือหรือหยอกล้อกัน (เด็กขี้อิจฉาตัวจริงเสียงจริง)
 
วันนี้มาทำงานเจอเจ้าหน้าที่หลายคนที่ติดต่อกันทางอีเมลบ่อยๆ
เรารู้ว่าพวกเค้าเป็นใคร แต่เค้ารู้จักเราแค่ทางอีเมล
นี่มันยุคไร้ตัวตนจริงๆ ด้วยแฮะ
 
ไม่มีใครสนใจแล้วว่าคนที่เขียนอีเมลมามีตัวตนอยู่จริงมั้ย
และถ้าเราหายไปก็ไม่มีใครแคร์ ชื่อของเราจะยังคงอยู่ในรายชื่ออีเมลนั้นต่อไปอีกเป็นปีๆ โดยไม่มีใครรู้ว่าเราไม่อยู่แล้ว
 
เรารู้จักคนเยอะ แต่เราไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วเรามีตัวตนอยู่จริงๆ ในใจของใครบ้าง
ใครบ้างที่เข้าใจว่าเรามีความรู้สึก เรามีชีวิตส่วนตัว และเรามีเวลาที่เงียบเหงาไม่มีใคร
แค่หนึ่งคนที่มองเห็นตัวตนของเราจริงๆ ก็มีความหมายมากกว่า 100 คนที่รู้จักเราแบบไร้ตัวตน…